เครื่องเทศสมุนไพรในอาหารประจำวัน
พรรนิภา ชุมศรี
สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป
เครื่องเทศและพืชสมุนไพรนานาชาติ มีอยู่มากมายทั่วโลก ชนชาติต่างเผ่าพันธุ์ล้วนรู้จักใช้
เครื่องเทศและพืชสมุนไพร เป็นส่วนประกอบในอาหารของตัวเอง ความรู้ในการเลือกใช้สอยเครื่องเทศในการประกอบอาหารแต่ละชนิด
ถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษสู่ลูกหลาน มีมาหลายชั่วอายุคนเป็นเวลาหลายร้อยหลายพันปีมาแล้ว
ความรู้เหล่านี้ได้มีการแพร่กระจายไปยังชนชาติต่างเผ่าพันธุ์กัน
รวมทั้งพื้นที่ที่ความแตกต่างกัน ทางภูมิอากาศ เช่น พื้นที่ในเขตร้อน
ดังเช่น แถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งประเทศไทยของเรา และเขตอบอุ่น
ดังเช่น ทวีปยุโรป เป็นต้น เมื่อการติดต่อค้าขายได้เจริญรุดหน้ามากขึ้น
รวมทั้ง ยังได้มีการผสมกลมกลืนกัน ในการใช้เครื่องเทศเป็นส่วนผสมหรือส่วนประกอบในอาหาร
แต่อย่างไรก็ตาม การผสมเครื่องเทศต่างชนิดกันเข้าด้วยกัน ยังคงมีความเป็นเอกลักษณ์ของกลิ่น
และรสของอาหารประจำชาติแต่ละชาติ ตัวอย่างเช่น เครื่องเทศและพืชสมุนไพร
ที่ใช้เป็นส่วนผสมและส่วนประกอบของอาหารไทยไม่ว่า อาหารคาวหรืออาหารหวาน
ล้วนเป็นสื่อที่บ่งบอกว่านี้ คืออาหารไทย รสชาติอร่อย หอมหวน
ชวนรับประทาน เพียบพร้อมด้วย กลิ่นเครื่องเทศ ที่ไม่ฉุนหรือจืดจางเกินไป
แม้นแต่อาหารของประเทศเพื่อนบ้าน ใกล้เคียงกับประเทศของเรา เช่น
พม่า ลาว เขมร เวียดนาม อินเดีย จีน และญี่ปุ่น ล้วนใช้เครื่องเทศและพืชสมุนไพร
เป็นส่วนประกอบในอาหารเช่นกัน แต่กลิ่นรสของอาหารล้วนแตกต่างกันออกไป
ตามแต่ชนิด และประเภทของเครื่องเทศ และสมุนไพรที่นำมาใช้
อย่างไรก็ตาม อาหารไทยยังคงความเป็นหนึ่งในรสชาติของอาหาร
ซึ่งได้รับความนิยมไปทั่วโลก ดังมีประจักษ์พยานให้เห็นได้ชัด
จากการที่จะหาอาหารไทยรับประทานได้ ไม่ยากลำบากนัก ไม่ว่าจะเดินทางไปแห่งใดทั่วโลก
ไม่ว่าจะเป็นประเทศต่างๆ ในยุโรป และตามมลรัฐต่างๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกา
นอกจากที่นับได้ว่าอาหารไทยมีกลิ่นและรสชาติที่หอมชวนรับประทานและอร่อย
ไม่เป็นรองอาหารชาติอื่นๆ ในโลกนี้ อาหารไทยยังอุดมด้วยคุณค่า
แห่งเครื่องเทศสมุนไพรไทย ซึ่งมีประโยชน์ทั้งด้านโภชนาการ และมีคุณสมบัติเป็นยาป้องกัน
และรักษาโรคนานาชนิดด้วย รวมทั้งช่วยรักษาทรวดทรงให้ไม่สมบูรณ์เกินไป
ดังเช่นอาหารบางประเภทของ ชนผิวขาวและชนชาติอื่น
ดังนั้นเราท่านทั้งหลายที่เป็นคนไทย มีความรักที่จะรับประทานอาหารไทย
โดยเฉพาะผู้ซึ่งมีความสุข ในการประกอบอาหารไทย และดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับภัตตาคารร้านอาหารไทย
จงมาร่วมมือร่วมแรง ร่วมใจกัน ดำรงเอกลักษณ์ของชื่อเสียงอาหารไทยไว้
ให้เป็นหนึ่งเดียวทั้งด้านของรสชาติอาหาร คุณค่าทางโภชนาการ
ความสะอาดถูกต้องตามหลักสุขอนามัย
เครื่องเทศนานาชนิด ที่เราท่านใช้ในการประกอบอาหารทั่วไป นับได้ว่าเป็นพืชสมุนไพรเช่นกัน
แต่ว่าพืชสมุนไพรในกลุ่มของเครื่องเทศ จักมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว
ตามแต่ชนิดของเครื่องเทศ เนื่องจาก พืชสมุนไพรเหล่านี้สามารถผลิตน้ำมันหอมระเหยเองได้
รวมทั้งมีรสชาติเฉพาะตัวด้วย อาจมีรสเผ็ดร้อน เช่น พริก พริกไท
หรือรสหวานปะแหล่มเช่นผักชี โหระพา เป็นต้น
เครื่องเทศและพืชสมุนไพรที่กล่าวได้ว่า เราท่านใช้ประจำวัน ในการประกอบ
อาหารไทย ได้แก่
พริก
( Capsicum spp.) ชื่อเรียกทั่วไปได้แก่ chilli, chilli peppers,
cayenne, cayenne pepper เป็นต้น พริกชนิดต่างๆ ได้แก่ พริกขี้หนู
พริกชี้ฟ้า พริกเหลือง พริกหยวก พริกฝรั่ง เป็นต้น สารสำคัญในพริก
ซึ่งทำให้พริกมีรสเผ็ดร้อนคือ แคปไซซิน(capsaicin)เมื่อสักประมาณ
30 ปีที่แล้ว นักวิทยาศาสตร์ของชนผิวขาว ยังกล่าวว่าพริกเป็นพืชพิษ
รับประทานแล้วก่อให้เกิดมะเร็งได้ แต่ปัจจุบันนี้ มีรายงานการวิจัยว่า
พริกป้องกันการเกิดเป็นมะเร็งได้ และชนผิวขาวรู้จัก และนิยมรับประทานพริกมากขึ้น
พริกไท
( Piper nigrum ) ชื่อเรียกทั่วไปว่า pepper ซึ่งมีทั้งพริกไทสด
เช่น เมล็ดพริกไทอ่อน พริกไทแห้ง ซึ่งถ้าทำแห้งทั้งเปลือกจักได้พริกไทดำ
ซึ่งเมื่อป่นแล้วเห็นมีผงของเปลือกเป็นสีดำปนอยู่ ส่วนพริกไทขาว
ได้ลอกส่วนของเปลือกออก คุณประโยชน์ทางยาของพริกไท ได้แก่ ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น
ระงับอาเจียน ผ่อนคลายอาการไม่สบายในกรณีที่ อาหารเป็นพิษจากอาหารทะเลและเนื้อสัตว์
ตะไคร้
( Cymbopogon citratus ) ชื่อเรียกทั่วไปว่า lemon grass
นอกจากตะไคร้ทำแกงที่กล่าวมาแล้ว ในประเทศไทยเรายังมีตะไคร้หอม
( Cymbopogon nardus ) ชื่อเรียกทั่วไปว่า Citronella grass
นำมากลั่นให้น้ำมันตะไคร้หอม มีสรรพคุณไล่ยุง โดยปกติคนไทย ไม่ได้ใช้รับประทาน
ดังนั้น ต้องไม่สับสนกับตะไคร้ธรรมดาที่เราท่านใช้ทำแกง
ตะไคร้แกง ( Citronella grass ) มีคุณสมบัติทำลาย เชื้อแบคทีเรียและเชื้อราได้
และยังลดอาการปวดมวนท้อง จากกล้ามเนื้อเกร็ง ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น
และช่วยขับเหงื่อ
ข่า
( Alpinia galanga ) ใช้ได้ทั้งสดและแห้ง นอกจากเป็นส่วนผสมในเครื่องแกงแล้ว
ยังมีชื่อเสียงในตำรับอาหารอื่นๆ ด้วย เช่น ไก่ต้มข่า นอกจากข่าช่วยให้อาหารมีกลิ่นและรสอร่อยเฉพาะตัวแล้ว
ยังมีสรรพคุณช่วยย่อยและช่วยขับลม ทำให้รู้สึกสบายท้อง ท้องไม่อืดเฟ้อหลังรับประทานอาหาร
นอกจากใช้ข่ารับประทานแล้ว ยังใช้ฝนขับเหล้าโรง หรือ เอททิล
แอลกอฮอล์ (ethyl alcohol) ทารักษากลากเกลื้อน โรคผิวหนังได้ดีอีกด้วย
นอกจากนี้ น้ำมันสกัดจากข่า ยังใช้แต่งกลิ่นรสของเครื่องดื่มผสมและไม่ผสมสุราได้ด้วย
มะกรูด
( Citrus hystrix ) ใช้ทั้งใบและผล รวมทั้งส่วนของผิวและน้ำคั้นจากเนื้อในผล
ส่วนของใบ ทั่วไปเรียกว่า Citrus leaf ส่วนของผลเรียกว่า Leech
lime นอกจากใช้เป็นอาหารแล้ว ลูกมะกรูดลนไฟ คั้นน้ำสระผม ช่วยให้ผมดกดำสวยงาม
ขมิ้นชัน ( Curcuma longa ) เรียกทั่วไปว่า Turmeric
ปกติขมิ้นชัน ใช้ทั้งแต่งกลิ่นและแต่งสีด้วย ทำให้แกงมีสีเหลืองสดใส
และกลิ่นหอมน่ารับประทาน ในเหง้าของขมิ้นชันที่เราใช้
รับประทานมีน้ำมันหอมระเหย ซึ่งมีสรรพคุณช่วยย่อยและขับลมบำรุงธาตุ
นอกจากนี้ ยังมีสารสีเหลืองเคอร์คูมิน ( curcumin ) มีสรรพคุณป้องกันไม่ให้เป็นมะเร็งได้ด้วย
ดังนั้น นอกจากใช้เป็นอาหารแล้ว ยังใช้ทำยาด้วย ขมิ้นอีกชนิดที่ใช้มาก
คือ ขมิ้นอ้อย (Curcuma zedoaria) มีสีเหลืองเข้มน้อยกว่าขมิ้นชัน
ปกติไม่ได้ใช้ รับประทาน ใช้เป็นส่วนผสม ในเครื่องสำอางสมุนไพร
ใช้ขัดหน้า ขัดผิว แก้สิว ฝ้า ช่วยให้ผิวพรรณผุดผ่องงดงาม
ผักชี ( Coriandrum sativum ) มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ทั้งต้น
ตั้งแต่รากถึงใบและส่วนของผลที่เรียกว่าลูกผักชี คนไทยนิยมใช้ใบผักชีโรยหน้าอาหารจานเด็ดจำพวกยำทั้งหลาย
รวมทั้งอาหารผัดและทอดบางประเภทด้วย ส่วนลูกผักชีเข้ากันได้ดีกับยี่หร่า
กระเทียม พริกไท ตำผสมกันสำหรับใช้ปรุงอาหารประเภทต่างๆ ผักชีมีสรรพคุณขับลม
บรรเทาอาการปวดมวนในท้อง เนื่องจากการเกร็งตัวของลำไส้ ทั้งใบและลูกผักชีเมื่อนำไปเคี้ยว
มีรสหวานเล็กน้อย ช่วยให้ลมหายใจสดชื่น
ยี่หร่า หมายถึง เครื่องเทศได้หลายชนิด ซึ่งคนไทยล้วนเรียกว่า
ยี่หร่า ในอาหารไทยที่มีส่วนประกอบ ของลูกผักชีลูกยี่หร่า ลูกยี่หร่านี้อาจจะใช้ผลของคูมิน
cumin (Cuminum cyminum ) หรือผลของเฟนเนล fennel (Foeniculum
vulgare) ก็ได้ ส่วนใบยี่หร่า ซึ่งหน้าตาเหมือนใบกะเพรา แต่ว่ามีขนาดของใบ
กิ่งก้าน และลำต้นใหญ่กว่า กลิ่นและรสชาติสู้กะเพราขาว และกะเพราะแดงของไทยไม่ได้
แต่ใบยี่หร่านี้คนเวียดนามนิยมรับประทาน บางครั้ง คนไทยก็เรียกใบยี่หร่านี้ว่า
โหระพาช้างหรือกะเพราญวน มีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า Ocimum
gratissimum
โหระพา
( Ocimum basilicum ) ในอาหารไทยใช้ใบของโหระพา ทั้งรับประทานสดและใส่ในทั้งแกงเผ็ดและผัดเผ็ด
ผัดขี้เมา เป็นต้น ช่วยให้รสชาติอาหารเป็นไทยมากขึ้น เรียกว่าไม่ควรขาดหรือขาดไม่ได้ทีเดียว
ใบโหระพามีรสหวานเล็กน้อยและมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว มีชื่อเรียกทั่วไปว่า
Common basil หรือ Sweet basil เมื่อรับประทานใบโหระพาเข้าไป
มีสรรพคุณดังนี้ คือ ช่วยบรรเทาอาการเป็นไข้ โดยเฉพาะจากไข้หวัด
ไข้หวัดใหญ่ ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น ช่วยไม่ให้อาเจียน
บรรเทาอาการปวดเกร็งในท้อง รวมทั้งกระเพาะและลำไส้อักเสบ ช่วยให้กระปรี้กระเปร่าสดชื่น
พ้นจากสภาพเซื่องซึมหมดพลังงาน ใบโหระพายังใช้ภายนอก สำหรับขยี้ทาแก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อยได้ด้วย
ต่อไปนี้เป็นเรื่องราวของพริกในอีกแง่มุมหนึ่ง นอกจากใช้เป็นส่วนประกอบในอาหารไทย
ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่า "ไม่เผ็ด ไม่ใช่อาหารไทย"
เรื่องเผ็ดๆ ของพริก
อาหารจานใหม่ของนักวิทยาศาสตร์ ใช้ความร้อนจากพริกระงับปวด
เมื่อเราท่านรับประทานเครื่องเทศ ที่ใส่พริกมากเกินไป จะรู้สึกเผ็ดร้อน
ต้องรีบรับประทานน้ำตาล หรือน้ำตามไปเพื่อระงับอาการ ถ้าท่านหั่นหรือสับพริกโดยไม่ใส่ถุงมือจะรู้สึกปวดแสบ
ปวดร้อนที่ซอกเล็บและง่ามนิ้วที่สัมผัสพริก คงไม่เป็นที่น่าแปลกใจนัก
ที่นักวิทยาศาสตร์ ใช้สารที่ทำให้ร้อนจากพริกมาเป็นยาแก้ปวด
( pain-killers ) สารนี้คือ แคปไซซิน (capsaicin) ซึ่งชาวบ้านรู้จักใช้
พริกผสมในยาทาถูนวดแก้ปวดเมื่อย สืบทอดกันมานานแล้ว
บริษัทยา ได้นำแคปไซซิน มาเป็นส่วนผสมในครีมแก้ปวด ( analgesic
cream ) และทำการศึกษาเพิ่มเติม ทำให้ได้ยาทาแก้ปวดตัวใหม่เพิ่มขึ้นมา "เผ็ดแก้เผ็ด"
คือหลักการแต่โบราณ นำมาใช้ได้กับความเผ็ดร้อนของแคปไซซิน
ในเภสัชตำรับของอังกฤษได้ ระบุว่าพริกออกฤทธิ์ระคายเคืองจากการทาถูนวด
พูดง่ายๆ คือ "เมื่อเกิดความรู้สึกเจ็บปวดจากสิ่งใหม่
ความรู้สึกเจ็บปวดเก่าๆ จักถูกบดบังให้ลบเลือนไป" แต่โดยข้อเท็จจริงแล้ว
แคปไซซินควบคุมความเจ็บปวดได้ ในระดับอณูวิทยา (molecular level)
และออกฤทธิ์ระงับปวดได้อย่างแท้จริง ถึงแม้ว่าความรู้ทางชีวเคมียังไม่กระจ่างชัดนัก
แต่เป็นที่เข้าใจว่าแคปไซซิน ทำให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อน โดยสารนี้เข้าไปรวมตัวกับตัวรับ
(molecular receptor) ที่ปลายประสาท ซึ่งกลไกนี้ทำให้หลั่งสารสื่อสาร
(chemical messenger) ชื่อว่าสารพี (P) ส่งสัญญาณความเจ็บปวด
ไปตามเส้นใยประสาทสู่เส้นประสาทที่เกี่ยวข้องที่สมอง เรียกว่า
เส้นใยซี (C fibers) ส่งความรู้สึกปวดแปลบหรือปวดแสบปวดร้อน
อย่างช้าๆ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 2 ถึง 3 วินาที ถึงจะรู้สึก แต่คงอยู่ได้พักใหญ่ๆ
ในทางตรงข้าม เส้นใยเอ (A fibers) ส่งสัญญาณความเจ็บปวดเป็นระยะสม่ำเสมอ
เพื่อเตือนให้ระวัง
ในปีที่ผ่านมา พ.ศ. 2540 นักวิทยาศาสตร์ David Julius และคณะจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย
ซานฟรานซิสโก ได้ค้นพบตัวรับสัญญาณ (receptor) ซึ่งทำให้ขบวนการนี้เริ่มต้นขึ้นเรียกว่า
VR1 เป็นโปรตีนบนผิวของเซลล์ประสาท ซึ่งเชื่อมเข้ากับแคปไซซิน
และสารซึ่งมีสูตรโครงสร้างใกล้เคียง ยังได้พบสิ่งน่าสนใจอีกสิ่งหนึ่ง
คือตัวรับสัญญาณ VR1 รับผิดชอบต่อความร้อนที่เกิดขึ้น ทำให้เห็นได้ว่าเครื่องเทศที่เผ็ดร้อน
ทำให้รู้สึกร้อนเหมือนถูกลวกได้ เช่นเดียวกับอาหารที่ร้อนเกินไปเช่น
อาหารที่เพิ่งตักออกจากกะทะ หรือซดน้ำแกงที่เพิ่งเดือด
ความรู้ที่ว่า แคปไซซินระงับปวด (pain-killers) ยังไม่เป็นที่แน่ชัด
โดยการรวมตัวกับตัวรับสัญญาณ VR1 ทำให้เซลล์ประสาทรับความรู้สึกน้อยลง
และลดปริมาณสารพี (P) ที่ผลิตขึ้นมา ดังนั้นการรับสิ่งเร้าของความเจ็บปวด
จึงลดลง การสัมผัสกับแคปไซซินเป็นเวลานาน สามารถทำลายเซลล์ประสาทที่มีตัวรับสัญญาณ
VR1
ขณะนี้นักวิทยาศาสตร์ สามารถผลิตตัวรับสัญญาณ VR1 ในห้องทดลองได้
ดังนั้นจึงสามารถที่จะทดสอบปฎิกิริยาของสารเคมีหลายชนิดต่อตัวรับสัญญาณนี้
เพื่อหาสารที่เชื่อมต่อกับตัวรับสัญญาณนี้ ได้ดีกว่าแคปไซซิน
โดยไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด ซึ่งจะนำไปสู่ การค้นพบยาระงับปวด
(pain-killers) ที่มีประสิทธิภาพต่อไป ในวันข้างหน้าเพื่อใช้ทดแทนฝิ่น
ซึ่งยังจำเป็นต้องใช้อยู่ในปัจจุบัน ถึงแม้นจะมีผลข้างเคียงทำให้เสพติด
อย่างไรก็ตามมอร์ฟีน (morphine) จากฝิ่นยังคงเป็นยาระงับปวดที่ดีที่สุดในโลก
หากนักวิทยาศาสตร์สามารถปรับปรุง สูตรโครงสร้างของสารสำคัญในพริก
ให้ผลที่ทำให้ปวดแสบปวดร้อนหมดไป เหลือแต่ฤทธิ์ระงับปวดเท่านั้น
เราก็จะได้ยาระงับปวดที่ดีที่สุดในโลกตัวใหม่
ปัจจุบันนี้มีครีมทาถูนวดซึ่งมีส่วนผสมของพริกหรือแคปไซซินออกจำหน่าย
ซึ่งมีประสิทธิภาพควบคุมความเจ็บปวดจากไขข้ออักเสบ (arthritis)
การอักเสบของเส้นประสาทจากสาเหตุอื่นๆ รวมทั้งจากโรคเบาหวาน
ปริมาณของแคปไซซินที่ใช้ไม่เกินกว่า 0.1 เปอร์เซ็นต์ โดยทาถูบริเวณที่มีอาการหลายครั้งต่อวัน
ซึ่งช่วยให้เกิดความต้านทาน ต่ออาการปวดแสบปวดร้อนของพริกได้ชั่วคราว
และนำไปสู่การระงับและบรรเทาปวดได้ในเวลาต่อมา
คณะวิจัยของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย มลรัฐซานฟรานซีสโกได้ทดลอง
ในสภาวะที่รุนแรงขึ้นไป โดยใช้แคปไซซินในปริมาณที่สูง 5 ถึง
10 เปอร์เซ็นต์ ในระดับความเข้มข้นนี้จำเป็นต้องให้ยาชาเฉพาะที่แก่คนไข้
เพื่อป้องกันอาการปวดแสบปวดร้อน และตามด้วยมอร์ฟีนเป็นเวลา 5
วัน จากผลการทดลองเบื้องต้นได้พบว่าแคปไซซินในขนาดใช้ที่สูง
จักเป็นยาระงับปวดเรื้อรัง (chronic pain) ที่ดีกว่ายาตัวอื่นๆ
ที่เคยมีมา แม้นแต่เมื่อเทียบกับมอร์ฟีนที่ได้จากฝิ่น ซึ่งเป็นยาระงับปวดที่ดีที่สุด
คนไทยรับประทานพริกเป็นอาหารประจำวันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นน้ำปลาพริก
ซึ่งขึ้นโต๊ะอาหารเป็นประจำ แกงเผ็ด ผัดเผ็ด ผัดพริกกะเพรา ล้วนแล้วแต่ว่ามีพริกผสมสักหน่อย
ทำให้รสชาติดีขึ้น สมัยก่อนนักวิทยาศาสตร์ชาวต่างชาติบอกว่า
พริกเป็นพืชพิษรับประทานแล้ว ก่อให้เกิดมะเร็ง แต่ปัจจุบันบอกว่า
รับประทานพริกแล้วกระตุ้นระบบย่อยอาหารให้ทำงานดีขึ้น ช่วยไม่ให้เป็นมะเร็ง
ทั้งยังพบว่าคนทางแถบเอเซีย เป็นมะเร็งของระบบทางเดินอาหาร น้อยกว่าฝรั่งผิวขาวมาก
เพราะว่าคนเอเซียรับประทานพริกและเครื่องเทศ ฝรั่งจึงเอาแคปไซซินจากพริก
ใส่แคปซูลไว้รับประทาน เรื่องเผ็ดๆ ของพริกตามที่กล่าวมา จึงทำให้นักวิทยาศาสตร์
มีอาหารจานใหม่ไว้ศึกษาทดลอง
ตามที่ได้เล่าสู่กันฟังเบื้องต้นนี้ เป็นเพียงบทเริ่มต้นของ
เรื่องราวเครื่องเทศ
สมุนไพรในอาหารประจำวัน ซึ่งจักได้รวบรวมให้สมบูรณ์ เพื่อใช้เป็นเอกสารอ้างอิง
ต่อไป
ด้วยความยินดีที่ได้มีส่วนร่วม ในกิจกรรมของ สมาคมร้านอาหารไทยในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
ดร. พจน์ ชุมศรี
อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการเกษตร)
สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป
***ปัจจุบันนี้ ดร. พจน์ ได้ย้ายไปเป็นอัครราชทูต
ฝ่ายการเกษตร ประจำกรุงโรม
ผช.ศจ.พรรนิภา ภรรยาของดร.พจน์ ได้มอบหนังสือ
? สวนนานาพฤกษสมุนไพร ? ให้สมาคมร้านอาหารไทย ฯนำไปใช้เผยแพร่ข้อมูลได้
หนังสือเล่มนี้ได้รวบรวมรายชื่อ รูปภาพ ชื่อสามัญ ชื่อวิทยาศาสตร์
ลักษณะทางธรรมชาติ ชีววิทยาและสรรพคุณของสมุนไพรไทย 266 ชนิด
จากการวิจัยปลูกและรวบรวมพันธ์พืชสมุนไพร ในโครงการศูนย์การศึกษาการพัฒนาห้วยทราย
อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งอยู่ในเขตพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน
ตำบลสามพระยา อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี
|